เผยนาทีชีวิต “แม่น้องรีออง” อาคารทับร่างพร้อมลูกที่กอดไว้แน่น บอก 10 วินาทีเปลี่ยนชีวิตครอบครัว

 วันที่ 5 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า นางสาววรี สุนทรสาร แม่น้องรีออง ที่ประสบอุบัติเหตุอาคารโรงแรมสยามบีช เกาะช้างทับร่างตัวเอง ลู...

 วันที่ 5 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า นางสาววรี สุนทรสาร แม่น้องรีออง ที่ประสบอุบัติเหตุอาคารโรงแรมสยามบีช เกาะช้างทับร่างตัวเอง ลูกชาย สามี และเพื่อน โดยนางสาววรี ได้เปิดเผยกับทีมข่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า เหตุการณ์เกิดในช่วงเวลา 06.00  น. เศษ  ตัวเอง สามี  และเพื่อน รวมทั้งน้องรีออง นอนอยู่ในห้องพักทั้งหมด ซึ่งน้องรีอองจะนอนเตียงเสริม ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงกระจกแตกที่ห้องด้านข้าง ตกใจจึงเรียกให้สามีและเพื่อนรู้ตัว และบอกว่าอย่าให้เดินไปที่ห้องข้างๆ แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไร ก็มีกระจกแตกที่ห้องที่ตัวเองนอน สามีและเพื่อนพยายามที่จะไปถีบประตู แต่เปิดไม่ออก  ระหว่างนั้นคิดว่าอาคารน่าจะถล่ม จึงได้ไปหยิบหมอนที่หัวเตียงมากอดไว้พร้อมกับน้องรีออง  แต่คานของอาคารได้ตกลงมาเร็วมากกำแพงที่อยู่ด้านข้างก็ตกลงมาทับที่ตัว โชคดีที่กอดน้องรีอองไว้ ทำให้ตัวเองล้มในลักษณะคว่ำหน้าส่วนน้องรีออง เงยหน้าขึ้น ส่วนเพื่อนเห็นถูกคานทับที่ศีรษะ จากนั้นไม่รู้อะไรเลย เนื่องจากมืดมาก ด้านบนของน้องรีออง จะมีแผ่นยิปซั่มทับลงมาด้วย และอากาศหายใจไม่มี จึงตัดสินใจใช้มือขูดแผ่นยิปซั่มให้มีอากาศเข้ามาเพื่อหายใจ
“ช่วงนั้นไม่สามารถขยับร่างกายได้เพราะท่อนล่างตั้งแต่สะโพกถูกคานทับเมื่อขยับจะรู้สึกเจ็บ และมีแผ่นปูนที่มีเหล็กด้านในทับลงมาอีก ส่วนน้องรีออง  ก็ตกใจและร้องไห้ ตนเองได้พูดปลอบน้องรีอองไม่ให้ร้องไห้   พร้อมกันนี้ก็ร้องเรียกขอความช่วยเหลือ  ซึ่งช่วงนั้นคิดว่าจะไม่รอดชีวิตเนื่องจากอึดอัดและแน่นจากการถูกของที่มีน้ำหนักมากทับอยู่   แต่ตั้งสติไว้  เพราะเคยดูข่าวเหตุการณ์ในประเทศเนปาล  จึงได้รวบรวมสติแล้วปลอบลูกไม่ให้กลัว  ซึ่ง 4 ชั่วโมงที่อยู่ในซากตึกคิดว่าทั้งตัวเองและลูกจะไม่รอด    แต่โชคดีที่สามารถรอดชีวิตมาได้จากการช่วยเหลือของทุกคน”

นางสาววรี กล่าวอีกว่า รู้สึกเสียใจกับการเสียชีวิตของเพื่อน (ร้องไห้) เพราะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก และเดินทางไปเที่ยวกันทุกปี  โดยเฉพาะที่เกาะช้างมาทุกปี  ซึ่งปกติจะเดินทางมาในช่วงของซัมเมอร์ แต่ปีนี้ติดงานจึงเลื่อนการเดินทางมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน และเพื่อนก็บอกว่าให้มานอนที่โรงแรมสยามบีช  เพราะมีเพื่อนเป็นเจ้าของอยู่ ระหว่างเดินทางมา รถตู้ก็เตือนว่าโรงแรมนี้มีปัญหามาก และมักมีคนตาย จึงไม่ควรไปพัก แต่เพื่อนได้มีการจองห้องพักไว้แล้ว จึงตัดสินใจมาพัก ซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยในแต่ละปี เราทุกคนจะเก็บเงินเพื่อเดินทางไปเที่ยวสักครั้ง  แต่ครั้งนี้ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น  เสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก ส่วนการชดเชย การช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล จะมากเท่าไรก็คงจะไม่คุ้มกับการสูญเสียเพื่อน และการเสียขวัญของลูกที่ทำให้เค้าจดจำไปได้ตลอดชีวิตกับเหตุการณ์นี้

ขณะที่น.ส.จรณี ปานดอกไม้ ผู้บาดเจ็บเผยถึงนาทีเป็นนาทีตายของเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ทั้งหมดคือพ่อแม่ลูก และเพื่อที่เสียชีวิตนอนอนู่ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีเสียกระจกแตกจึงเรียกทุกคนให้ตื่น เพราะรู้ว่าอาคารจะทรุด และบอกว่าอย่าเข้าไป และได้อุ้มลูกมาอยู่ใกล้กับตู้เสื้อผ้า แต่เพียง 10 วินาทีคานของอาคารก็หล่นมาทับ ช่วงนั้นเกาะเพื่อนไว้แน่น แต่คานได้ตกลงมาทับที่มือซ้าย และคานที่เหลือ ทับมาที่ศรีษะของเพื่อนจากนั้นไม่เห็นอะไรเลย คานที่ทับมาที่สะโพก มองไม่เห็นอากาศไม่มีต้องเจาะรู้เพดานเพื่อให้มีอากาศหายใจ และใจนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลจึงมีประสบการณ์และได้พยายามตั้งสติไว้และเรียกให้คนมาช่วย (ร้องไห้หลังทราบเพื่อนเสียชีวิตแล้ว)

"เพิ่งรู้ว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว เพราะเราสนิทกันมากเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นมาก็ร่วมทำงานและธุรกิจร่วมกัน เรามีความสุขร่วมกันมาตลอด คืนที่มาเที่ยวก็มานอนร่วมกันและมีเตียงเสริม แต่ไม่คิดว่าเวลาแค่ 10 วินาทีจะทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของนั้น เขาคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้กับใคร ที่ผ่านมาก็ได้รับการดูแลดีแล้ว"
ที่มา :http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1465119675

You Might Also Like

0 comments